ซื้อประกัน สุขภาพ และ อุบัติเหตุ ควรตัดสินใจยังไง

ในปัจจุบันการ "ทำประกัน" กำลังได้รับความนิยมอย่างมากขึ้น เพราะรูปแบบของประเภทประกันนั้นมีความหลากหลายมากขึ้น คุ้มครองได้ตามความต้องการของผู้เลือกซื้อประกัน บริษัทประกันจึงต่างพัฒนารูปแบบของประเภทเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกซื้อประกันได้อย่างเหมาะสมและการคุ้มครองที่ครอบคลุมในหลายๆ รูปแบบ แต่ความที่มีหลากหลายของประเภทประกัน ก็สร้างความสงสัยให้กับผู้ที่สนใจจะเลือกทำประกัน ควรจะเลือกยังไง ตัดสินใจจากอะไรบ้าง WeddingReview.net จึงขอแนะนำ 4 ข้อต้องรู้ก่อนเลือกซื้อประกัน 1. เลือกประเภทประกันที่ต้องการซื้อ หลักการในการเลือก "ซื้อประกัน" ให้เหมาะสมและคุ้มค่า คือ การประเมินความเสี่ยง คุณอาจถามตัวเองว่าคุณจำเป็นต้องการคุ้มครองในเรื่อง หรือมีความเสี่ยงในเรื่องใดมากที่สุดและรองลงมา? จึงค่อยเลือกซื้อประกันที่ตรงกับความต้องการของตนเอง เช่น หากคุณเดินทางบ่อย ก็อาจจะเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุ หรือ ประกันประเภทการเดินทาง หรือ หากคุณเป็นคนสุขภาพไม่ค่อยดี ก็อาจจะเลือกซื้อประกันสุขภาพ อีกตัวอย่างในการเลือกซื้อประกันสำหรับลดหย่อนภาษี เช่น พนักงานออฟฟิศที่อาศัยในคอนโดใกล้ที่ทำงาน ไม่ต้องเดินทางบ่อยหรือไม่ต้องเดินทางไกล อาจเลือกทำประกันโดยเน้นประเภทประกันสุขภาพ เพราะมีความเสี่ยงเรื่องโรคจากการนั่งทำงานออฟฟิศ เช่น ออฟฟิศซินโดรม ปวดหลัง ต้องทำกายภาพบำบัด เป็นต้น 2. เปรียบเทียบ เช็กว่าประกันที่ไหนดี เมื่อตัดสินใจที่จะทำประกันแล้ว ก็ควรจะทำการเปรียบเทียบประกันของแต่ละบริษัทประกันด้วย เพราะแม้ว่าประเภทของประกันจะเหมือนกัน แต่บริษัทประกันก็มีเงื่อนไขและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ผู้ซื้อประกันจึงควรทำการเปรียบเทียบระหว่างบริษัทประกันก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อประกัน 3. ตรวจสอบการเงินของตนเอง ควรตรวจสอบสภาพทางการเงินของตนเอง เพราะการซื้อประกันไม่ได้จ่ายเพียงแค่ครั้งเดียวแล้วคุ้มครองตลอดชีวิต แต่การซื้อประกันผู้ซื้อจะต้องชำระค่าเบี้ยประกันทุก 6 เดือนหรือทุก 1 ปี ตามเงื่อนไขที่กรมธรรม์ได้กำหนดไว้ ผู้ซื้อประกันจึงต้องสำรวจสภาพการเงินของตนเองว่าจะสามารถมีเพียงพอสำหรับค่าเบี้ยประกันตลอดอายุสัญญาของกรมธรรม์ 4. ศึกษาเงื่อนไขและข้อมูลประกัน เช็กก่อนซื้อประกัน ว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจว่าประกันที่คุณซื้อนั้นคุ้มครองในเรื่องใดบ้างและเงื่อนไขใดที่ทางบริษัทประกันจะปฎิเสธการจ่ายค่าชดเชย ผู้ซื้อประกันจึงต้องศึกษาข้อมูลให้ดีเพื่อจะรักษาสิทธิของตนเองเมื่อได้ซื้อประกันแล้ว นอกจากนี้ บางท่านอาจกังวลว่าเป็นเบาหวานหรือโรคร้ายบางอย่าง จะสามารถทำประกันได้หรือไม่? ในความเป็นจริงแล้ว บางบริษัทสามารถทำได้ แต่อาจมีเงื่อนไขจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มเติมมากขึ้นเล็กน้อย จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขข้อมูลประกัน ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมา WeddingReview คิดว่าน่าจะพอช่วยให้ผู้ที่กำลังสนใจจะเลือกซื้อประกันตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าควรจะเลือกยังไง ตัดสินใจจากอะไรบ้าง "การทำประกันไม่ได้เพียงแค่คุ้มครองผู้ที่ทำประกันเท่านั้น แต่ยังคุ้มครองผู้ที่อยู่ข้างหลังคุณ (ผู้รับผลประโยชน์) อีกด้วย" หากวันหนึ่งเราไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะสามารถดูแลคนในครอบครัวได้ เงินที่ได้รับจากค่าชดเชยอาจจะไม่สามารถทดแทนความสูญเสียได้ แต่ค่าชดเชยก็ช่วยให้คนในครอบครัว ให้สามารถเริ่มต้นใหม่ได้

ในปัจจุบันการ “ทำประกัน” กำลังได้รับความนิยมอย่างมากขึ้น เพราะรูปแบบของประเภทประกันนั้นมีความหลากหลายมากขึ้น คุ้มครองได้ตามความต้องการของผู้เลือกซื้อประกัน บริษัทประกันจึงต่างพัฒนารูปแบบของประเภทเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกซื้อประกันได้อย่างเหมาะสมและการคุ้มครองที่ครอบคลุมในหลายๆ รูปแบบ แต่ความที่มีหลากหลายของประเภทประกัน ก็สร้างความสงสัยให้กับผู้ที่สนใจจะเลือกทำประกัน ควรจะเลือกยังไง ตัดสินใจจากอะไรบ้าง WeddingReview.net จึงขอแนะนำ 4 ข้อต้องรู้ก่อนเลือกซื้อประกัน

ในปัจจุบันการ "ทำประกัน" กำลังได้รับความนิยมอย่างมากขึ้น เพราะรูปแบบของประเภทประกันนั้นมีความหลากหลายมากขึ้น คุ้มครองได้ตามความต้องการของผู้เลือกซื้อประกัน บริษัทประกันจึงต่างพัฒนารูปแบบของประเภทเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกซื้อประกันได้อย่างเหมาะสมและการคุ้มครองที่ครอบคลุมในหลายๆ รูปแบบ แต่ความที่มีหลากหลายของประเภทประกัน ก็สร้างความสงสัยให้กับผู้ที่สนใจจะเลือกทำประกัน ควรจะเลือกยังไง ตัดสินใจจากอะไรบ้าง WeddingReview.net จึงขอแนะนำ 4 ข้อต้องรู้ก่อนเลือกซื้อประกัน 1. เลือกประเภทประกันที่ต้องการซื้อ หลักการในการเลือก "ซื้อประกัน" ให้เหมาะสมและคุ้มค่า คือ การประเมินความเสี่ยง คุณอาจถามตัวเองว่าคุณจำเป็นต้องการคุ้มครองในเรื่อง หรือมีความเสี่ยงในเรื่องใดมากที่สุดและรองลงมา? จึงค่อยเลือกซื้อประกันที่ตรงกับความต้องการของตนเอง เช่น หากคุณเดินทางบ่อย ก็อาจจะเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุ หรือ ประกันประเภทการเดินทาง หรือ หากคุณเป็นคนสุขภาพไม่ค่อยดี ก็อาจจะเลือกซื้อประกันสุขภาพ อีกตัวอย่างในการเลือกซื้อประกันสำหรับลดหย่อนภาษี เช่น พนักงานออฟฟิศที่อาศัยในคอนโดใกล้ที่ทำงาน ไม่ต้องเดินทางบ่อยหรือไม่ต้องเดินทางไกล อาจเลือกทำประกันโดยเน้นประเภทประกันสุขภาพ เพราะมีความเสี่ยงเรื่องโรคจากการนั่งทำงานออฟฟิศ เช่น ออฟฟิศซินโดรม ปวดหลัง ต้องทำกายภาพบำบัด เป็นต้น 2. เปรียบเทียบ เช็กว่าประกันที่ไหนดี เมื่อตัดสินใจที่จะทำประกันแล้ว ก็ควรจะทำการเปรียบเทียบประกันของแต่ละบริษัทประกันด้วย เพราะแม้ว่าประเภทของประกันจะเหมือนกัน แต่บริษัทประกันก็มีเงื่อนไขและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ผู้ซื้อประกันจึงควรทำการเปรียบเทียบระหว่างบริษัทประกันก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อประกัน 3. ตรวจสอบการเงินของตนเอง ควรตรวจสอบสภาพทางการเงินของตนเอง เพราะการซื้อประกันไม่ได้จ่ายเพียงแค่ครั้งเดียวแล้วคุ้มครองตลอดชีวิต แต่การซื้อประกันผู้ซื้อจะต้องชำระค่าเบี้ยประกันทุก 6 เดือนหรือทุก 1 ปี ตามเงื่อนไขที่กรมธรรม์ได้กำหนดไว้ ผู้ซื้อประกันจึงต้องสำรวจสภาพการเงินของตนเองว่าจะสามารถมีเพียงพอสำหรับค่าเบี้ยประกันตลอดอายุสัญญาของกรมธรรม์ 4. ศึกษาเงื่อนไขและข้อมูลประกัน เช็กก่อนซื้อประกัน ว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจว่าประกันที่คุณซื้อนั้นคุ้มครองในเรื่องใดบ้างและเงื่อนไขใดที่ทางบริษัทประกันจะปฎิเสธการจ่ายค่าชดเชย ผู้ซื้อประกันจึงต้องศึกษาข้อมูลให้ดีเพื่อจะรักษาสิทธิของตนเองเมื่อได้ซื้อประกันแล้ว นอกจากนี้ บางท่านอาจกังวลว่าเป็นเบาหวานหรือโรคร้ายบางอย่าง จะสามารถทำประกันได้หรือไม่? ในความเป็นจริงแล้ว บางบริษัทสามารถทำได้ แต่อาจมีเงื่อนไขจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มเติมมากขึ้นเล็กน้อย จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขข้อมูลประกัน ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมา WeddingReview คิดว่าน่าจะพอช่วยให้ผู้ที่กำลังสนใจจะเลือกซื้อประกันตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าควรจะเลือกยังไง ตัดสินใจจากอะไรบ้าง "การทำประกันไม่ได้เพียงแค่คุ้มครองผู้ที่ทำประกันเท่านั้น แต่ยังคุ้มครองผู้ที่อยู่ข้างหลังคุณ (ผู้รับผลประโยชน์) อีกด้วย" หากวันหนึ่งเราไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะสามารถดูแลคนในครอบครัวได้ เงินที่ได้รับจากค่าชดเชยอาจจะไม่สามารถทดแทนความสูญเสียได้ แต่ค่าชดเชยก็ช่วยให้คนในครอบครัว ให้สามารถเริ่มต้นใหม่ได้

1. เลือกประเภทประกันที่ต้องการซื้อ

หลักการในการเลือก “ซื้อประกัน” ให้เหมาะสมและคุ้มค่า คือ การประเมินความเสี่ยง คุณอาจถามตัวเองว่าคุณจำเป็นต้องการคุ้มครองในเรื่อง หรือมีความเสี่ยงในเรื่องใดมากที่สุดและรองลงมา? จึงค่อยเลือกซื้อประกันที่ตรงกับความต้องการของตนเอง เช่น

  • หากคุณเดินทางบ่อย ก็อาจจะเลือกซื้อประกันภัยอุบัติเหตุ หรือ ประกันประเภทการเดินทาง
  • หากคุณเป็นคนสุขภาพไม่ค่อยดี ก็อาจจะเลือกซื้อประกันสุขภาพ เช่น ประกันชีวิตพ่วงประกันสุขภาพ

อีกตัวอย่างในการเลือกซื้อประกันสำหรับลดหย่อนภาษี เช่น

  • พนักงานออฟฟิศที่อาศัยในคอนโดใกล้ที่ทำงาน ไม่ต้องเดินทางบ่อยหรือไม่ต้องเดินทางไกล อาจเลือกทำประกันโดยเน้นประเภทประกันสุขภาพ เพราะมีความเสี่ยงเรื่องโรคจากการนั่งทำงานออฟฟิศ เช่น ออฟฟิศซินโดรม ปวดหลัง ต้องทำกายภาพบำบัด เป็นต้น

ในปัจจุบันการ "ทำประกัน" กำลังได้รับความนิยมอย่างมากขึ้น เพราะรูปแบบของประเภทประกันนั้นมีความหลากหลายมากขึ้น คุ้มครองได้ตามความต้องการของผู้เลือกซื้อประกัน บริษัทประกันจึงต่างพัฒนารูปแบบของประเภทเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกซื้อประกันได้อย่างเหมาะสมและการคุ้มครองที่ครอบคลุมในหลายๆ รูปแบบ แต่ความที่มีหลากหลายของประเภทประกัน ก็สร้างความสงสัยให้กับผู้ที่สนใจจะเลือกทำประกัน ควรจะเลือกยังไง ตัดสินใจจากอะไรบ้าง WeddingReview.net จึงขอแนะนำ 4 ข้อต้องรู้ก่อนเลือกซื้อประกัน 1. เลือกประเภทประกันที่ต้องการซื้อ หลักการในการเลือก "ซื้อประกัน" ให้เหมาะสมและคุ้มค่า คือ การประเมินความเสี่ยง คุณอาจถามตัวเองว่าคุณจำเป็นต้องการคุ้มครองในเรื่อง หรือมีความเสี่ยงในเรื่องใดมากที่สุดและรองลงมา? จึงค่อยเลือกซื้อประกันที่ตรงกับความต้องการของตนเอง เช่น หากคุณเดินทางบ่อย ก็อาจจะเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุ หรือ ประกันประเภทการเดินทาง หรือ หากคุณเป็นคนสุขภาพไม่ค่อยดี ก็อาจจะเลือกซื้อประกันสุขภาพ อีกตัวอย่างในการเลือกซื้อประกันสำหรับลดหย่อนภาษี เช่น พนักงานออฟฟิศที่อาศัยในคอนโดใกล้ที่ทำงาน ไม่ต้องเดินทางบ่อยหรือไม่ต้องเดินทางไกล อาจเลือกทำประกันโดยเน้นประเภทประกันสุขภาพ เพราะมีความเสี่ยงเรื่องโรคจากการนั่งทำงานออฟฟิศ เช่น ออฟฟิศซินโดรม ปวดหลัง ต้องทำกายภาพบำบัด เป็นต้น 2. เปรียบเทียบ เช็กว่าประกันที่ไหนดี เมื่อตัดสินใจที่จะทำประกันแล้ว ก็ควรจะทำการเปรียบเทียบประกันของแต่ละบริษัทประกันด้วย เพราะแม้ว่าประเภทของประกันจะเหมือนกัน แต่บริษัทประกันก็มีเงื่อนไขและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ผู้ซื้อประกันจึงควรทำการเปรียบเทียบระหว่างบริษัทประกันก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อประกัน 3. ตรวจสอบการเงินของตนเอง ควรตรวจสอบสภาพทางการเงินของตนเอง เพราะการซื้อประกันไม่ได้จ่ายเพียงแค่ครั้งเดียวแล้วคุ้มครองตลอดชีวิต แต่การซื้อประกันผู้ซื้อจะต้องชำระค่าเบี้ยประกันทุก 6 เดือนหรือทุก 1 ปี ตามเงื่อนไขที่กรมธรรม์ได้กำหนดไว้ ผู้ซื้อประกันจึงต้องสำรวจสภาพการเงินของตนเองว่าจะสามารถมีเพียงพอสำหรับค่าเบี้ยประกันตลอดอายุสัญญาของกรมธรรม์ 4. ศึกษาเงื่อนไขและข้อมูลประกัน เช็กก่อนซื้อประกัน ว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจว่าประกันที่คุณซื้อนั้นคุ้มครองในเรื่องใดบ้างและเงื่อนไขใดที่ทางบริษัทประกันจะปฎิเสธการจ่ายค่าชดเชย ผู้ซื้อประกันจึงต้องศึกษาข้อมูลให้ดีเพื่อจะรักษาสิทธิของตนเองเมื่อได้ซื้อประกันแล้ว นอกจากนี้ บางท่านอาจกังวลว่าเป็นเบาหวานหรือโรคร้ายบางอย่าง จะสามารถทำประกันได้หรือไม่? ในความเป็นจริงแล้ว บางบริษัทสามารถทำได้ แต่อาจมีเงื่อนไขจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มเติมมากขึ้นเล็กน้อย จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขข้อมูลประกัน ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมา WeddingReview คิดว่าน่าจะพอช่วยให้ผู้ที่กำลังสนใจจะเลือกซื้อประกันตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าควรจะเลือกยังไง ตัดสินใจจากอะไรบ้าง "การทำประกันไม่ได้เพียงแค่คุ้มครองผู้ที่ทำประกันเท่านั้น แต่ยังคุ้มครองผู้ที่อยู่ข้างหลังคุณ (ผู้รับผลประโยชน์) อีกด้วย" หากวันหนึ่งเราไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะสามารถดูแลคนในครอบครัวได้ เงินที่ได้รับจากค่าชดเชยอาจจะไม่สามารถทดแทนความสูญเสียได้ แต่ค่าชดเชยก็ช่วยให้คนในครอบครัว ให้สามารถเริ่มต้นใหม่ได้

2. เปรียบเทียบ เช็กว่าประกันที่ไหนดี

เมื่อตัดสินใจที่จะทำประกันแล้ว ก็ควรจะทำการเปรียบเทียบประกันของแต่ละบริษัทประกันด้วย เพราะแม้ว่าประเภทของประกันจะเหมือนกัน แต่บริษัทประกันก็มีเงื่อนไขและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ผู้ซื้อประกันจึงควรทำการเปรียบเทียบระหว่างบริษัทประกันก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อประกัน

ในปัจจุบันการ "ทำประกัน" กำลังได้รับความนิยมอย่างมากขึ้น เพราะรูปแบบของประเภทประกันนั้นมีความหลากหลายมากขึ้น คุ้มครองได้ตามความต้องการของผู้เลือกซื้อประกัน บริษัทประกันจึงต่างพัฒนารูปแบบของประเภทเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกซื้อประกันได้อย่างเหมาะสมและการคุ้มครองที่ครอบคลุมในหลายๆ รูปแบบ แต่ความที่มีหลากหลายของประเภทประกัน ก็สร้างความสงสัยให้กับผู้ที่สนใจจะเลือกทำประกัน ควรจะเลือกยังไง ตัดสินใจจากอะไรบ้าง WeddingReview.net จึงขอแนะนำ 4 ข้อต้องรู้ก่อนเลือกซื้อประกัน 1. เลือกประเภทประกันที่ต้องการซื้อ หลักการในการเลือก "ซื้อประกัน" ให้เหมาะสมและคุ้มค่า คือ การประเมินความเสี่ยง คุณอาจถามตัวเองว่าคุณจำเป็นต้องการคุ้มครองในเรื่อง หรือมีความเสี่ยงในเรื่องใดมากที่สุดและรองลงมา? จึงค่อยเลือกซื้อประกันที่ตรงกับความต้องการของตนเอง เช่น หากคุณเดินทางบ่อย ก็อาจจะเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุ หรือ ประกันประเภทการเดินทาง หรือ หากคุณเป็นคนสุขภาพไม่ค่อยดี ก็อาจจะเลือกซื้อประกันสุขภาพ อีกตัวอย่างในการเลือกซื้อประกันสำหรับลดหย่อนภาษี เช่น พนักงานออฟฟิศที่อาศัยในคอนโดใกล้ที่ทำงาน ไม่ต้องเดินทางบ่อยหรือไม่ต้องเดินทางไกล อาจเลือกทำประกันโดยเน้นประเภทประกันสุขภาพ เพราะมีความเสี่ยงเรื่องโรคจากการนั่งทำงานออฟฟิศ เช่น ออฟฟิศซินโดรม ปวดหลัง ต้องทำกายภาพบำบัด เป็นต้น 2. เปรียบเทียบ เช็กว่าประกันที่ไหนดี เมื่อตัดสินใจที่จะทำประกันแล้ว ก็ควรจะทำการเปรียบเทียบประกันของแต่ละบริษัทประกันด้วย เพราะแม้ว่าประเภทของประกันจะเหมือนกัน แต่บริษัทประกันก็มีเงื่อนไขและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ผู้ซื้อประกันจึงควรทำการเปรียบเทียบระหว่างบริษัทประกันก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อประกัน 3. ตรวจสอบการเงินของตนเอง ควรตรวจสอบสภาพทางการเงินของตนเอง เพราะการซื้อประกันไม่ได้จ่ายเพียงแค่ครั้งเดียวแล้วคุ้มครองตลอดชีวิต แต่การซื้อประกันผู้ซื้อจะต้องชำระค่าเบี้ยประกันทุก 6 เดือนหรือทุก 1 ปี ตามเงื่อนไขที่กรมธรรม์ได้กำหนดไว้ ผู้ซื้อประกันจึงต้องสำรวจสภาพการเงินของตนเองว่าจะสามารถมีเพียงพอสำหรับค่าเบี้ยประกันตลอดอายุสัญญาของกรมธรรม์ 4. ศึกษาเงื่อนไขและข้อมูลประกัน เช็กก่อนซื้อประกัน ว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจว่าประกันที่คุณซื้อนั้นคุ้มครองในเรื่องใดบ้างและเงื่อนไขใดที่ทางบริษัทประกันจะปฎิเสธการจ่ายค่าชดเชย ผู้ซื้อประกันจึงต้องศึกษาข้อมูลให้ดีเพื่อจะรักษาสิทธิของตนเองเมื่อได้ซื้อประกันแล้ว นอกจากนี้ บางท่านอาจกังวลว่าเป็นเบาหวานหรือโรคร้ายบางอย่าง จะสามารถทำประกันได้หรือไม่? ในความเป็นจริงแล้ว บางบริษัทสามารถทำได้ แต่อาจมีเงื่อนไขจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มเติมมากขึ้นเล็กน้อย จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขข้อมูลประกัน ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมา WeddingReview คิดว่าน่าจะพอช่วยให้ผู้ที่กำลังสนใจจะเลือกซื้อประกันตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าควรจะเลือกยังไง ตัดสินใจจากอะไรบ้าง "การทำประกันไม่ได้เพียงแค่คุ้มครองผู้ที่ทำประกันเท่านั้น แต่ยังคุ้มครองผู้ที่อยู่ข้างหลังคุณ (ผู้รับผลประโยชน์) อีกด้วย" หากวันหนึ่งเราไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะสามารถดูแลคนในครอบครัวได้ เงินที่ได้รับจากค่าชดเชยอาจจะไม่สามารถทดแทนความสูญเสียได้ แต่ค่าชดเชยก็ช่วยให้คนในครอบครัว ให้สามารถเริ่มต้นใหม่ได้

3. ตรวจสอบการเงินของตนเอง

ควรตรวจสอบสภาพทางการเงินของตนเอง เพราะการซื้อประกันไม่ได้จ่ายเพียงแค่ครั้งเดียวแล้วคุ้มครองตลอดชีวิต แต่การซื้อประกันผู้ซื้อจะต้องชำระค่าเบี้ยประกันทุก 6 เดือนหรือทุก 1 ปี ตามเงื่อนไขที่กรมธรรม์ได้กำหนดไว้ ผู้ซื้อประกันจึงต้องสำรวจสภาพการเงินของตนเองว่าจะสามารถมีเพียงพอสำหรับค่าเบี้ยประกันตลอดอายุสัญญาของกรมธรรม์

ในปัจจุบันการ "ทำประกัน" กำลังได้รับความนิยมอย่างมากขึ้น เพราะรูปแบบของประเภทประกันนั้นมีความหลากหลายมากขึ้น คุ้มครองได้ตามความต้องการของผู้เลือกซื้อประกัน บริษัทประกันจึงต่างพัฒนารูปแบบของประเภทเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกซื้อประกันได้อย่างเหมาะสมและการคุ้มครองที่ครอบคลุมในหลายๆ รูปแบบ แต่ความที่มีหลากหลายของประเภทประกัน ก็สร้างความสงสัยให้กับผู้ที่สนใจจะเลือกทำประกัน ควรจะเลือกยังไง ตัดสินใจจากอะไรบ้าง WeddingReview.net จึงขอแนะนำ 4 ข้อต้องรู้ก่อนเลือกซื้อประกัน 1. เลือกประเภทประกันที่ต้องการซื้อ หลักการในการเลือก "ซื้อประกัน" ให้เหมาะสมและคุ้มค่า คือ การประเมินความเสี่ยง คุณอาจถามตัวเองว่าคุณจำเป็นต้องการคุ้มครองในเรื่อง หรือมีความเสี่ยงในเรื่องใดมากที่สุดและรองลงมา? จึงค่อยเลือกซื้อประกันที่ตรงกับความต้องการของตนเอง เช่น หากคุณเดินทางบ่อย ก็อาจจะเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุ หรือ ประกันประเภทการเดินทาง หรือ หากคุณเป็นคนสุขภาพไม่ค่อยดี ก็อาจจะเลือกซื้อประกันสุขภาพ อีกตัวอย่างในการเลือกซื้อประกันสำหรับลดหย่อนภาษี เช่น พนักงานออฟฟิศที่อาศัยในคอนโดใกล้ที่ทำงาน ไม่ต้องเดินทางบ่อยหรือไม่ต้องเดินทางไกล อาจเลือกทำประกันโดยเน้นประเภทประกันสุขภาพ เพราะมีความเสี่ยงเรื่องโรคจากการนั่งทำงานออฟฟิศ เช่น ออฟฟิศซินโดรม ปวดหลัง ต้องทำกายภาพบำบัด เป็นต้น 2. เปรียบเทียบ เช็กว่าประกันที่ไหนดี เมื่อตัดสินใจที่จะทำประกันแล้ว ก็ควรจะทำการเปรียบเทียบประกันของแต่ละบริษัทประกันด้วย เพราะแม้ว่าประเภทของประกันจะเหมือนกัน แต่บริษัทประกันก็มีเงื่อนไขและผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ผู้ซื้อประกันจึงควรทำการเปรียบเทียบระหว่างบริษัทประกันก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อประกัน 3. ตรวจสอบการเงินของตนเอง ควรตรวจสอบสภาพทางการเงินของตนเอง เพราะการซื้อประกันไม่ได้จ่ายเพียงแค่ครั้งเดียวแล้วคุ้มครองตลอดชีวิต แต่การซื้อประกันผู้ซื้อจะต้องชำระค่าเบี้ยประกันทุก 6 เดือนหรือทุก 1 ปี ตามเงื่อนไขที่กรมธรรม์ได้กำหนดไว้ ผู้ซื้อประกันจึงต้องสำรวจสภาพการเงินของตนเองว่าจะสามารถมีเพียงพอสำหรับค่าเบี้ยประกันตลอดอายุสัญญาของกรมธรรม์ 4. ศึกษาเงื่อนไขและข้อมูลประกัน เช็กก่อนซื้อประกัน ว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจว่าประกันที่คุณซื้อนั้นคุ้มครองในเรื่องใดบ้างและเงื่อนไขใดที่ทางบริษัทประกันจะปฎิเสธการจ่ายค่าชดเชย ผู้ซื้อประกันจึงต้องศึกษาข้อมูลให้ดีเพื่อจะรักษาสิทธิของตนเองเมื่อได้ซื้อประกันแล้ว นอกจากนี้ บางท่านอาจกังวลว่าเป็นเบาหวานหรือโรคร้ายบางอย่าง จะสามารถทำประกันได้หรือไม่? ในความเป็นจริงแล้ว บางบริษัทสามารถทำได้ แต่อาจมีเงื่อนไขจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มเติมมากขึ้นเล็กน้อย จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขข้อมูลประกัน ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมา WeddingReview คิดว่าน่าจะพอช่วยให้ผู้ที่กำลังสนใจจะเลือกซื้อประกันตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าควรจะเลือกยังไง ตัดสินใจจากอะไรบ้าง "การทำประกันไม่ได้เพียงแค่คุ้มครองผู้ที่ทำประกันเท่านั้น แต่ยังคุ้มครองผู้ที่อยู่ข้างหลังคุณ (ผู้รับผลประโยชน์) อีกด้วย" หากวันหนึ่งเราไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะสามารถดูแลคนในครอบครัวได้ เงินที่ได้รับจากค่าชดเชยอาจจะไม่สามารถทดแทนความสูญเสียได้ แต่ค่าชดเชยก็ช่วยให้คนในครอบครัว ให้สามารถเริ่มต้นใหม่ได้

4. ศึกษาเงื่อนไขและข้อมูลประกัน

เช็กก่อนซื้อประกัน ว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจว่าประกันที่คุณซื้อนั้นคุ้มครองในเรื่องใดบ้างและเงื่อนไขใดที่ทางบริษัทประกันจะปฎิเสธการจ่ายค่าชดเชย ผู้ซื้อประกันจึงต้องศึกษาข้อมูลให้ดีเพื่อจะรักษาสิทธิของตนเองเมื่อได้ซื้อประกันแล้ว นอกจากนี้ บางท่านอาจกังวลว่าเป็นเบาหวานหรือโรคร้ายบางอย่าง จะสามารถทำประกันได้หรือไม่? ในความเป็นจริงแล้ว บางบริษัทสามารถทำได้ แต่อาจมีเงื่อนไขจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มเติมมากขึ้นเล็กน้อย จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขข้อมูลประกัน

ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมา WeddingReview คิดว่าน่าจะพอช่วยให้ผู้ที่กำลังสนใจจะเลือกซื้อประกันตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าควรจะเลือกยังไง ตัดสินใจจากอะไรบ้าง “การทำประกันไม่ได้เพียงแค่คุ้มครองผู้ที่ทำประกันเท่านั้น แต่ยังคุ้มครองผู้ที่อยู่ข้างหลังคุณ (ผู้รับผลประโยชน์) อีกด้วย” หากวันหนึ่งเราไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะสามารถดูแลคนในครอบครัวได้ เงินที่ได้รับจากค่าชดเชยอาจจะไม่สามารถทดแทนความสูญเสียได้ แต่ค่าชดเชยก็ช่วยให้คนในครอบครัว ให้สามารถเริ่มต้นใหม่ได้

คุณอาจสนใจ

Report

50 ที่เที่ยวญี่ปุ่น อัปเดตใหม่ล่าสุด – ไปเที่ยวญี่ปุ่นห้ามพลาด!

50 ที่เที่ยวญี่ปุ่น อัปเดตใหม่ล่าสุด – ไปเที่ยวญี่ปุ่นห้ามพลาด! (traveldidi.com)

เคล็ดไม่ลับ จัดงานแต่งริมทะเล

เคล็ดไม่ลับ จัดงานแต่งริมทะเล